คณะนวัตกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยรังสิต ดำเนินโครงการ “ยุวชนอาสา เพื่อพัฒนาการผลิตผักปลอดสารจากสวนผักแนวตั้งอย่างยั่งยืน” โดยบูรณาการองค์ความรู้จากสาขาธุรกิจเกษตรและสาขาเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตร ร่วมกับชุมชนโกตาพัฒนา หมู่ 1 ตำบลหลักหก จังหวัดปทุมธานี เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้และทักษะด้านการผลิตผักปลอดสารในพื้นที่จำกัด ตั้งแต่การวางแผนและออกแบบระบบสวนผักแนวตั้ง การปลูกและดูแลพืช การใช้ปุ๋ยชีวภาพและชีวภัณฑ์ การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ตลอดจนการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และช่องทางการจำหน่าย พร้อมเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริงร่วมกับชุมชน เพื่อสร้างทักษะวิชาชีพและทักษะการทำงาน ต่อยอดสู่การพึ่งพาตนเองและความมั่นคงทางอาหารของชุมชนอย่างยั่งยืน

โครงการดังกล่าวเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติงานจริงร่วมกับชุมชน โดยนำความรู้จากห้องเรียนมาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่จริง ตั้งแต่การวางแผนการผลิต การออกแบบระบบสวนผักแนวตั้ง การดูแลพืช การใช้ชีวภัณฑ์และปุ๋ยชีวภาพ ตลอดจนการจัดการผลผลิต การออกแบบบรรจุภัณฑ์ และการพัฒนาช่องทางการจำหน่าย เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้ทางวิชาการเข้ากับบริบทของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

ชุมชนโกตาพัฒนาเป็นชุมชนเมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่ค่อนข้างหนาแน่น มีพื้นที่สำหรับทำการเกษตรอย่างจำกัด ขณะที่ประชาชนบางส่วนมีรายได้ไม่สูงและมีผู้สูงอายุที่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชนได้ ประกอบกับชุมชนมีพื้นที่ว่างประมาณ 0.5 ไร่ หรือประมาณ 800 ตารางเมตร ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ได้ จึงเกิดแนวคิดในการใช้พื้นที่ดังกล่าวสำหรับการผลิตผักสวนครัวและผักปลอดสารในรูปแบบ สวนผักแนวตั้ง (Vertical Farming) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ สร้างแหล่งอาหาร และต่อยอดเป็นช่องทางสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชน
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเริ่มต้นชุมชนยังมีข้อจำกัดด้านองค์ความรู้ ทั้งเรื่องการออกแบบโครงสร้างสวนผักแนวตั้ง การคัดเลือกชนิดพืช การจัดการระบบน้ำ การควบคุมศัตรูพืช การผลิตผักตามแนวทางปลอดภัย ตลอดจนการวางแผนการตลาดและการจำหน่ายผลผลิต จึงเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่างคณะนวัตกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยรังสิต กับคนในชุมชน เพื่อร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้และสร้างระบบการผลิตที่สามารถใช้งานได้จริง

การดำเนินโครงการเริ่มต้นจากการประชาสัมพันธ์และคัดเลือกนักศึกษาที่มีความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสา ก่อนลงพื้นที่สำรวจสภาพปัญหา ความต้องการ และปัจจัยพื้นฐานของชุมชน โดยมีนักศึกษาเข้าร่วมโครงการจำนวน 10 คน และมีการจัดตั้งแกนนำจิตอาสาในชุมชนจำนวน 5 คน เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการร่วมให้ข้อมูล ประสานงาน และขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่
จากนั้นนักศึกษา อาจารย์ และตัวแทนชุมชนได้ร่วมกันวิเคราะห์และวางแผนพัฒนาพื้นที่ ทั้งในด้านขนาดและรูปแบบของโรงเรือน วัสดุอุปกรณ์ ระบบน้ำ ทิศทางแสงแดด และชนิดของพืชที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชน กระบวนการดังกล่าวช่วยให้นักศึกษาได้ฝึกการวิเคราะห์ปัญหา การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น รวมถึงการนำความรู้ทางวิชาการมาใช้กับสถานการณ์จริง

หลังจากกำหนดแนวทางร่วมกันแล้ว นักศึกษาและชุมชนได้เข้าสู่กระบวนการพัฒนาพื้นที่จริง ตั้งแต่การก่อสร้างโรงเรือน การติดตั้งระบบน้ำ การเพาะเมล็ด การย้ายกล้าผัก การจัดการสารละลายธาตุอาหาร ไปจนถึงการดูแลและวางแผนการผลิตอย่างต่อเนื่อง
ผลจากการดำเนินงานทำให้ชุมชนมี โรงเรือนปลูกผักไฮโดรโปนิกส์แนวตั้งระบบน้ำนิ่งจำนวน 4 โรง และระบบน้ำวนจำนวน 4 Tower สามารถผลิตผักได้รวมประมาณ 1,600 ต้นต่อหนึ่งรอบการผลิต แบ่งเป็นประมาณ 160 ต้นจากระบบน้ำวน และ 1,440 ต้นจากระบบน้ำนิ่ง ถือเป็นการเพิ่มศักยภาพด้านการผลิตอาหารของชุมชนในพื้นที่ที่มีข้อจำกัด

นอกจากการพัฒนาระบบสวนผักแล้ว โครงการยังให้ความสำคัญกับมาตรฐานและความปลอดภัยของผลผลิต โดยจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับหลักการผลิตพืชผักปลอดสารและการตรวจสอบสารเคมีตกค้างด้วยชุดทดสอบ GT Testkit เพื่อสร้างความตระหนักถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค และช่วยให้แกนนำชุมชนมีความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการผลิตอาหารที่มีคุณภาพมากขึ้น
นักศึกษายังได้มีบทบาทในการถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ชุมชน โดยเฉพาะนักศึกษาสาขาเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตรที่นำความรู้ด้านชีวภาพมาประยุกต์ใช้กับการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการใช้จุลินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ และชีวภัณฑ์เพื่อช่วยลดการพึ่งพาสารเคมีทางการเกษตร

อีกหนึ่งผลลัพธ์สำคัญคือการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับสารละลายธาตุอาหารสำหรับผักไฮโดรโปนิกส์ โดยชุมชนสามารถเรียนรู้การผสมสูตรสารละลายให้เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิด และสามารถลดต้นทุนลงเหลือเฉลี่ยประมาณ 13 บาทต่อลิตร เมื่อเทียบกับราคาจำหน่ายในท้องตลาดที่อยู่ประมาณ 100–125 บาทต่อลิตร ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการผลิตและเพิ่มโอกาสในการดำเนินกิจกรรมทางการเกษตรอย่างต่อเนื่องในอนาคต

การพัฒนาสวนผักไม่ได้สิ้นสุดอยู่เพียงขั้นตอนการปลูกและเก็บเกี่ยว แต่ยังครอบคลุมไปถึงการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การบรรจุผลผลิต การออกแบบฉลาก ตลอดจนการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อเพิ่มช่องทางในการประชาสัมพันธ์และจำหน่ายผลผลิตของชุมชน
นักศึกษาสาขาธุรกิจเกษตรมีส่วนร่วมในการวางแผนด้านการผลิต การคำนวณต้นทุน การกำหนดราคา การออกแบบบรรจุภัณฑ์ และช่วยพัฒนาช่องทางออนไลน์ให้กับชุมชน โดยชุมชนมีถุงบรรจุผลผลิตพร้อมสติกเกอร์และโลโก้เฉพาะของโครงการ รวมถึงมีเพจ “ผักปลอดสารพิษ ยุวชนอาสา” เพื่อใช้เป็นช่องทางประชาสัมพันธ์และต่อยอดการจำหน่ายผลผลิต

หัวใจสำคัญของโครงการไม่ได้อยู่เพียงจำนวนโรงเรือนหรือจำนวนผักที่สามารถผลิตได้ แต่คือกระบวนการ เรียนรู้ร่วมกัน (Co-learning) ระหว่างมหาวิทยาลัย นักศึกษา และชุมชน โดยชุมชนไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้รับองค์ความรู้ แต่เข้ามามีส่วนร่วมในการคิด วางแผน ทดลอง และลงมือปฏิบัติจริงในฐานะ หุ้นส่วนการเรียนรู้ (Learning Partnership)
นักศึกษาได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริงในลักษณะ Work Integrated Education และพัฒนาทั้ง Hard Skills และ Soft Skills ไม่ว่าจะเป็นความรู้ด้านวิชาชีพ การทำงานเป็นทีม การสื่อสาร การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า การบริหารจัดการโครงการ และความรับผิดชอบต่อสังคม ขณะเดียวกันคนในชุมชนก็ได้เรียนรู้วิธีการผลิตผัก การบริหารจัดการระบบ การควบคุมต้นทุน และการพัฒนาช่องทางจำหน่ายที่สามารถนำไปใช้ต่อได้หลังสิ้นสุดโครงการ

ผลลัพธ์ของโครงการนำไปสู่การสร้างทั้งความรู้ ทักษะ และโครงสร้างพื้นฐานให้แก่ชุมชน ช่วยส่งเสริมการลดรายจ่าย เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ เพิ่มความมั่นคงทางอาหาร ลดการใช้สารเคมี และสร้างกระบวนการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม อีกทั้งยังเป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาชุมชนเมืองให้สามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น และสามารถต่อยอดเป็นต้นแบบสำหรับพื้นที่อื่นในอนาคต
ในช่วงท้ายของโครงการ อาจารย์ นักศึกษา และแกนนำชุมชนได้ร่วมกันถอดบทเรียนและสรุปผลการดำเนินงาน ก่อนส่งมอบแปลงผักแนวตั้งให้แก่ชุมชน เพื่อนำองค์ความรู้ ระบบการผลิต และพื้นที่ที่ได้รับการพัฒนาไปใช้ประโยชน์และต่อยอดด้วยตนเอง
ความสำเร็จของโครงการ “ยุวชนอาสา เพื่อพัฒนาการผลิตผักปลอดสารจากสวนผักแนวตั้งอย่างยั่งยืน” จึงไม่ได้วัดเพียงจากจำนวนโรงเรือนหรือผลผลิตที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยังสะท้อนผ่านการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาและคนในชุมชน นักศึกษาได้เรียนรู้ว่าความรู้ทางวิชาการสามารถนำมาแก้ไขปัญหาและสร้างคุณค่าให้แก่สังคมได้อย่างไร ขณะที่ชุมชนได้รับทั้งองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์ที่สามารถนำไปต่อยอดได้ด้วยตนเอง
โครงการนี้จึงเป็นอีกหนึ่งรูปธรรมของการนำมหาวิทยาลัยออกไปเชื่อมโยงกับชุมชน ผ่านการใช้พื้นที่จริงเป็น Living Laboratory ที่ทุกฝ่ายสามารถเรียนรู้ร่วมกัน และเปลี่ยนองค์ความรู้ในห้องเรียนให้กลายเป็นการพัฒนาที่เกิดผลกับชีวิตของผู้คนอย่างแท้จริง อันเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างชุมชนที่เข้มแข็งและยั่งยืนในอนาคต
